ภูมิปัญญาไทยกับสุขภาพ : โขน
น.ส.น้ำฝน บุตรวงค์ วันพฤหัสบดี, 05 กันยายน 2019, 496 views
กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม  สาระน่ารู้ 

ภูมิปัญญาไทยกับสุขภาพ : โขน

ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร ปรุงแต่ง พัฒนา และถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพื่อใช้แก้ปัญญาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิปัญญาไทยนี้มีลักษณะเป็นองค์รวม มีคุณค่าทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นในวิถีชีวิตไทย ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นอาจเป็นที่มาขององค์ความรู้ที่งอกงามขึ้นใหม่ที่จะช่วยในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา การจัดการและการปรับตัวในการดำเนินวิถีชีวิตของคนไทย ลักษณะองค์รวมของภูมิปัญญามีความเด่นชัดในหลายด้านเช่น ด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม และหัตถกรรม ด้านการแพทย์แผนไทย ด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ด้านศิลปกรรม ด้านภาษาและวรรณกรรม ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี และด้านโภชนาการ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณะและภูมิปัญญา ภูมิปัญญาไทยสามารถสะท้อนออกมาใน 3 ลักษณะที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกัน คือ ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันระหว่างคนกับโลก สิ่งแวดล้อม สัตว์ พืช และธรรมชาติ ,ความสัมพันธ์ของคนกับคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม หรือในชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดทั้งสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ทั้งหลาย  ทั้ง 3 ลักษณะนี้ คือ สามมิติของเรื่องเดียวกัน หมายถึง ชีวิตชุมชน สะท้อนออกมาถึงภูมิปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างมีเอกภาพ เหมือนสามมุมของรูปสามเหลี่ยม ภูมิปัญญาจึงเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตของคนไทย

สุขภาพ  หมายถึง  ภาวะของการดำรงชีวิตที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ รวมทั้งการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ด้วยดี อยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม และการใช้สติปัญญา ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ส่วน ด้วยกันคือ

  1. สุขภาพกาย (Physical Health) หมายถึง สภาพที่ดีของร่างกาย กล่าวคือ อวัยวะต่างๆอยู่ในสภาพที่ดี มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ และมีความสัมพันธ์กับทุกส่วนเป็นอย่างดี และก่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในการทำงาน
  2. สุขภาพจิต (Mental Health) หมายถึง สภาพของจิตใจที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส มิให้เกิดความคับข้องใจหรือขัดแย้งในจิตใจ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข สามารถควบคุมอารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งผู้มีสุขภาพจิตดี ย่อมมีผลมาจากสุขภาพกายดีด้วย ดังที่ John Lock ได้กล่าวไว้ว่า “A Sound mind is in a sound body” คือ “จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์”
  3. สุขภาพสังคม (Social Health) หมายถึง บุคคลที่มีสภาวะทางกายและจิตใจที่สุขสมบูรณ์ มีสภาพของความเป็นอยู่หรือการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ทำให้ผู้อื่น หรือสังคมเดือดร้อน สามารถปฏิสัมพันธ์และปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดีและมีความสุข
  4. สุขภาพจิตวิญญาณ (Spiritual Health) หมายถึง สภาวะที่ดีของปัญญาที่มีความรู้ทั่ว รู้เท่าทันและความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดีความชั่ว ความมีประโยชน์และความมีโทษ ซึ่งนำไปสู่ความมีจิตอันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

 

 

ในองค์ประกอบสุขภาพทั้ง 4 ด้านนั้น แต่ละด้านยังมี 4 มิติ ดังนี้

  1. การส่งเสริมสุขภาพ เป็นกลไกการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพสังคม และสุขภาพจิตวิญญาณ
  2. การป้องกันโรค ได้แก่ มาตรการลดความเสี่ยงในการเกิดโรค รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะโรค ด้วยวิธีการต่างๆ นานา เพื่อมิให้เกิดโรคกาย โรคจิต โรคสังคม และโรคจิตวิญญาณ
  3. การรักษาโรค เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้ว เราต้องเร่งวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคอะไร แล้วรีบให้การรักษาด้วยวิธีที่ได้ผลดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดเท่าที่มนุษย์จะรู้และสามารถให้การบริการรักษาได้ เพื่อลดความเสียหายแก่สุขภาพ หรือแม้แต่เพื่อป้องกันมิให้เสียชีวิต
  4. การฟื้นฟูสภาพ หลายโรคเมื่อเป็นแล้วก็อาจเกิดความเสียหายต่อการทำงานของระบบอวัยวะหรือทำให้พิการ จึงต้องเริ่มมาตรการฟื้นฟูให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

ดังนั้นวิถีความเป็นอยู่จึงมีผลต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่และภาวะสุขภาพของบุคคลขึ้นกับองค์ความรู้ของชุมชน สามารถนำมาประยุกต์ใช้การปฏิบัติการพยาบาล การดูแลแบบองค์รวมเป็นการดูแลวิถีชีวิต ดังนั้นภูมิปัญญาที่มีผลต่อการ ดำเนินชีวิตจึงมีความสำคัญต่อการประยุกต์ใช้เพื่อการดูแลแบบองค์รวม ภูมิปัญญามีหลายด้านเช่น ด้านอาหาร ด้านวิถีความเป็นอยู่ ด้านองค์ความรู้

การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาเพื่อการดูแลองค์รวม ได้แก่

  1. ภูมิปัญญาเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ สามารถนำวัฒนธรรม องค์ความรู้ ความเชื่อมาเป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมเพื่อการส่งเสริมสุขภาพได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยในช่วงสิ้นปีที่จะเข้าสู่ปีใหม่จะมีการจัดสวดมนต์ร่วมกันในวัดหลายแห่งเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณทำให้มีความรู้สึกสุข สงบ มั่นคงในจิตใจ ไม่หวั่นไหวต่อภัยพิบัติมากเกินไป การส่งเสริมสุขภาพจิตใจโดยการฝึกคิดบวก การรู้จักฟังเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีในกลุ่มซึ่งจะทำให้ผู้ปฏิบัติมีกลุ่มสนับสนุนด้านจิตใจ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริม การเรียนรู้งานอดิเรกเพื่อสร้างความผ่อนคลายและเพลิดเพลิน หรือการนำทำนองหมอลำแต่งกลอนสอนการรักษาสุขภาพ
  2. ภูมิปัญญาเพื่อการดูแลเมื่อเจ็บป่วยการนำหลักการนวด การประคบ สำหรับการแก้ไขปัญหาการปวด หรือรักษาการอักเสบ การส่งเสริมการนำของเล่นพื้นบ้านเพื่อฝึกเดินในเด็กพัฒนาการช้าเป็นต้น การนิมนต์พระสงฆ์มาบิณฑบาตที่หอผู้ป่วยเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ปฏิบัติกิจทางศาสนา การจัดกิจกรรมตามประเพณีในวาระ และโอกาสต่าง ๆ เช่นกิจกรรมปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทงเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้มีความสดชื่น ได้ผ่อนคลายและได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยธรรมชาติ
  3. ภูมิปัญญาเพื่อการฟื้นฟูสภาพ การฟื้นฟูสภาพในหญิงหลังคลอดเช่น การเลือกรับประทานอาหารที่สร้างเสริมเนื้อเยื่อ การทับหม้อเกลือเพื่อสนับสนุนการฟื้นสภาพ การจัดทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ
  4. ภูมิปัญญาเพื่อการดูแลสิ่งแวดล้อม การดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นการดูแลองค์รวมที่สำคัญที่จะต้องชี้ชวนให้ทุกคนในชุมชนได้เห็นความเชื่อมโยงการส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ป่าชุมชนไว้เป็นแหล่งยา แหล่งอาหาร แหล่งอากาศของชุมชนโดยการมีประเพณีบวชต้นไม้ การจัดประเพณีที่สนับสนุนการเคารพต่อธรรมชาติที่ปฏิบัติมาแต่โบราณเช่น การมีพิธีทำขวัญข้าว มีการจัดทำโครงการมรดกทางวัฒนธรรม และมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างสุขภาวะที่ ชุมชนชะแล้ จังหวัดสงขลาเป็นต้น
  5. ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณ เป็นจุดเด่นในภูมิปัญญาไทยที่มีการนำศาสนามาสร้างความสุขสงบได้ การฝึกสมาธิจะช่วยให้มีความดันโลหิต คอเลสเตอรอล ลดลง (วิโรจน์ เจียมจรัสรังสี, 2548)

การเรียนรู้ภูมิปัญญาเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญในการดูสุขภาพผู้ป่วยในระยะต่าง ๆ หรือในการสร้าง เสริมสุขภาพ การดูแล การฟื้นฟูสุขภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาไทยมีมากมายหลากหลายสิ่ง สำคัญคือการเรียนรู้ให้เข้าใจ จึงนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมต่อไปได้การดูแลสุขภาพที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม ทำให้เกิดสุขภาวะยั่งยืน

โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับ เสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ ผู้เต้นสวมหน้ากากและ ถืออาวุธ

                           

โขนพัฒนามาจากศิลปะการแสดงหลายแขนงด้วยกัน คือ นำวิธีเล่นและวิธีแต่งตัวบางอย่างมาจากการเล่นชักนาค ดึกดำบรรพ์ นำท่าต่อสู้โลดโผน ท่ารำท่าเต้นมาจาก กระบี่กระบอง และนำศิลปะการพากย์ การเจรจา เพลงและ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบกิริยาอาการของผู้แสดงที่เรียกว่า เพลงหน้าพาทย์มาจากการแสดงหนังใหญ่ ลักษณะสำคัญ ของโขนอยู่ที่ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนหมดทุกตัว ยกเว้น ตัวพระ ตัวนาง และตัวเทวดา มีต้นเสียงและลูกคู่ร้องบท ให้ มีคนพากย์และเจรจา แสดงเรื่องรามเกียรติ์แต่เพียง เรื่องเดียว

 

 

การแสดงโขนมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ จำแนกประเภท ได้ดังนี้

  1. โขนกลางแปลง เป็นการแสดงโขนบนพื้นกลางสนาม ไม่ต้องสร้างโรง ใช้ภูมิประเทศ ธรรมชาติเป็นฉากในการแสดง ผู้แสดงเป็นชายล้วน ตัวละครทุกตัวต้องสวมหัวโขน นิยมแสดงตอนยกทัพรบกันเป็นพื้น จึงแบ่งผู้แสดงออกเป็น 2 ฝ่ายผลัดกันออกมาแสดงดำเนินเรื่องดังนั้นจึงต้องใช้วงปี่พาทย์ประกอบการแสดงพร้อมกัน 2 วงไม่มีบทร้อง มีแต่บทพากย์และเจรจาบ้าง
  2.  โขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว เป็นการแสดงโขนบนโรง ไม่มีเตียงสำหรับตัวนายโรงนั่ง มีราวพาดตามส่วนยาวของโรง ตรงหน้าฉากออกมามีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราว ตัวโรงมักมีหลังคา เมื่อตัวโขนแสดงบทของตนแล้วก็จะไปนั่งบนราว สมมติเป็นเตียงหรือที่นั่งประจำตำแหน่ง ส่วนผู้แสดงเป็นเสนาหรือวานรยังคงนั่งพื้นแสดงปกติ การแสดงโขนประเภทนี้ไม่มีการขับร้อง มีแต่การพากย์ และเจรจา ดนตรีมีวงปี่พาทย์ 2 วง บรรเลงเพลงหน้าพาทย์
  3. โขนหน้าจอ เป็นโขนที่แสดงตรงหน้าจอหนังใหญ่โดยเจาะผ้าดิบทั้ง 2 ข้างของจอ ทำเป็นช่องประตูเข้าออก แล้วทำเป็นซุ้มประตู ด้านหนึ่งเป็นปราสาทราชวัง สมมติ เป็นกรุงลงกา อีกด้านหนึ่งเป็นค่ายพลับพลาพระราม แล้วโขนก็ขึ้นไปแสดงบนโรง มีการพากย์และเจรจา มีดนตรี ปี่พาทย์ประกอบการแสดงเพียงวงเดียว
  4. โขนโรงใน เป็นศิลปะการผสมผสานระหว่าง โขนหน้าจอกับละครใน คือเริ่มมีผู้แสดงหญิงเข้ามาปะปน มีการ ออกท่ารำ เต้น ผู้แสดงเป็นตัวพระเริ่มไม่ต้องสวมหัวโขน มีการพากย์และเจรจาตามแบบโขน นำเพลงขับร้องและ เพลงดนตรีแบบละครในและระบำรำฟ้อนเข้าผสมด้วย โขนที่ กรมศิลปากรนำออกแสดงในปัจจุบันนี้ ใช้ศิลปะการแสดง แบบโขนโรงใน ไม่ว่าจะแสดงกลางแจ้งหรือแสดงหน้าจอ ก็ตาม
  5. โขนฉาก หรือโขนโรง สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นราว รัชกาลที่ 5 โดยมีผู้คิดสร้างฉากมาประกอบการแสดง โขนบนเวทีในโรง (วิก) คล้ายกับการแสดงละครดึกดำบรรพ์ การแสดงแบ่งเป็นฉากเป็นตอนและมีการประดิษฐ์ฉากขึ้น ประกอบตามท้องเรื่อง วิธีแสดงดำเนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน มีการขับร้อง รำ เต้น และมีเพลงหน้าพาทย์

                                   

ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของโขน คือ เครื่อง แต่งกาย แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายมนุษย์-เทวดา (พระ นาง) ฝ่ายยักษ์ และฝ่ายลิง โดยแบ่งลักษณะ เครื่องแต่งกายได้ 3 ประเภท คือ เครื่องประดับศีรษะ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับกายต่างๆ

การพากย์โขนก็เป็นศิลปะสำคัญควบคู่กับการแสดงโขน เพื่อใช้ในการบรรยายและแสดงอารมณ์ประกอบตัวแสดง

บทพากย์ ใช้สำหรับเดินเรื่องการแสดงโขน แต่งด้วย คำประพันธ์ชนิดกาพย์ฉบัง 16 หรือกาพย์ยานี 11 บทพากย์มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป บทเจรจาเป็น บทร่ายยาว ส่งและรับสัมผัสกันไปเรื่อยๆ ใช้ได้ทุกโอกาส คนพากย์และเจรจานี้ใช้ผู้ชายไม่น้อยกว่า 2 คน เพื่อจะได้ โต้ตอบกันทันท่วงที เมื่อพากย์หรือเจรจาจบกระบวนความ แล้วต้องการให้ปี่พาทย์ทำเพลงอะไรก็ร้องบอกไป เรียกว่า “บอกหน้าพาทย์” ส่วนวงดนตรีประกอบการแสดงโขน ใช้ “วงปี่พาทย์” อาจเป็นวงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ก็ได้ตามความเหมาะสม

                                      

โอกาสที่แสดงโขน การแสดงโขนสามารถใช้แสดง ได้หลายวาระ ได้แก่ แสดงเป็นมหกรรมบูชา เช่น ในงาน ถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรืออัฐิเจ้านาย ตลอดจนศพ ขุนนาง หรือผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือทั่วไป แสดงเป็น มหรสพสมโภช เช่น ในงานฉลองปูชนียสถาน พระอาราม หรือสมโภชเจ้านายทรงบรรพชา สมโภชในงานเฉลิม พระชนมพรรษา สมโภชวันประสูติเจ้านายที่สูงศักดิ์ เป็นต้น และแสดงเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิงในโอกาสทั่วๆ ไป

นอกจากโขนจะเป็นการแสดงที่มีองค์ประกอบ ทางศิลปะหลายด้านดังกล่าวข้างต้นแล้ว การแสดงโขน ยังมีคุณค่าในการให้แง่คิด คติเตือนใจ คุณธรรม และ จริยธรรมต่างๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ได้อีกด้วย

ปัจจุบันสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขน- ละครขึ้นใหม่ เนื่องจากทรงมีพระราชดำริว่าในปัจจุบัน การแสดงโขนถดถอยลงเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องความไม่พิถีพิถัน และไม่ให้รายละเอียดในการปัก การถัก การแต่งหน้า อีกทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงมีความเก่า ทรุดโทรม เพื่อ ตระหนักถึงความสำคัญของโขนอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ และเพื่อเป็นการสืบสานศิลปะงานฝีมือ เช่น ช่างทำหัวโขน ช่างปักสะดึงกรึงไหม และช่างเงินช่างทอง รวมทั้งศิลปะ การแต่งหน้า ที่แสดงออกถึงความเป็นศิลปะและวัฒนธรรม ของชาติ

องค์กรที่ทำหน้าที่ในการสืบสานศิลปะการแสดงโขน ได้อย่างโดดเด่น ได้แก่ กรมศิลปากร และสถาบันบัณฑิต พัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม

"โขน" คือศิลปะการแสดงชั้นสูง ที่มีทั้งความสง่างาม อ่อนช้อย และกระฉับกระเฉง ทั้งนี้ ด้วยลีลา"การขยับร่างกาย"เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการร่ายรำ ของการแสดงโขน ในทางการแพทย์ ในทางวิชาการ มีข้อมูลระบุว่า...การขยับร่างกายแบบโขนนั้น ทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นทั้งส่วนแขน และขา นอกจากนั้น ยัง ช่วยให้สุขภาพจิตแจ่มใส ทำให้ระบบสมองถูกพัฒนา ด้วยการขยับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นลีลาของตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง...

ทั้งนี้เกี่ยวกับ "ประโยชน์ของโขน" ในแง่มุมดังกล่าวนี้เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยไว้ในพิธีเปิดงานการจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพ ครั้งที่ 6 (The 6th International Congress on Physical Activity and Health 2016 : ispah2016) ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับสมาพันธ์นานาชาติด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพ อีกทั้งยังมีกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพร่วม โดยทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การสนับสนุน ซึ่งได้มีการนำ "โขน" มาจัดแสดงในการเปิดงานประชุมครั้งนี้ด้วย

สาเหตุที่ทางคณะผู้จัดงานได้นำนาฏศิลป์ชั้นสูง อย่าง "โขน" มาเป็นการแสดงเปิดฉากเวทีว่าด้วยสุขภาพนานาชาติครั้งนี้ เบื้องลึก-เบื้องหลังนั้น ทาง รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ระบุไว้ว่า...สสส. และทีมผู้จัดงาน ได้เลือก "โขน" มาเป็นการแสดงในพิธีเปิด ก็เพื่อต้องการสื่อให้เห็นว่า...โขนไม่ใช่เพียงแค่ศิลปะประจำชาติไทย แต่ยังเป็นรูปแบบกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ที่น่าสนใจอีกด้วย เนื่องจากรูปแบบ "การเล่นโขน-การรำโขน" นั้น ในทางวิทยาศาสตร์ถือว่า...ช่วยในเรื่องการบริหารร่างกายและกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี นับเป็นส่วนผสมลงตัวระหว่างศาสตร์และศิลป์

"การแสดงท่วงท่าของโขนนั้น ผู้สวมบทบาทต้องอาศัยกำลังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพื่อแสดงออกผ่านท่วงท่าต่าง ๆ ของตัวละคร ซึ่งกว่าที่ตัวละครเหล่านี้จะขึ้นเวทีทำการแสดงได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก โดยผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงเท่านั้น จึงจะแสดงโขนได้" รศ.นพ.ปัญญา ระบุ

 

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า...ตัวละครในโขน ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และวานรหรือตัวลิงนั้น แต่ละตัวละครก็จะมีท่าทางลีลาที่ผสมผสานทั้งความอ่อนช้อยและเข้มแข็งโดยในทางวิชาการสามารถจำแนกท่วงท่าเหล่านี้ตาม "ระดับความหนักเบาของการเคลื่อนไหว" ได้ครบทั้ง 3 ระดับ นั่นคือ...ระดับเบา ปานกลาง และหนัก โดยพิธีเปิดครั้งนี้ทางผู้จัดหยิบยกโขนตอน "ยกรบ" มาจัดแสดง ซึ่งก็เป็นหนึ่งในตอนที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงลีลาท่ารำที่ประณีตงดงาม มีเรื่องราวการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์

อย่างไรก็ตาม กับประเด็นที่ว่า...แล้วจะชวนให้คนหันมาสนใจ "ออกกำลังกายด้วยโขน" ได้อย่างไร? กับเรื่องนี้ รศ.นพ.ปัญญา ระบุว่า...เริ่มที่เด็ก  ซึ่งการสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนฝึกโขน จะช่วยลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ลดการติดมือถือ หรือลดการใช้ชีวิตหน้าจอ ให้กับบุตรหลานได้ การสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ฝึกโขน จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่พ่อแม่-ผู้ปกครอง

ด้าน เจษฎา อานิล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ขยายความถึง "คุณประโยชน์ของการออกกำลังกายจากการฝึกโขน" ไว้ว่า...การแสดงโขนโดยทั่วไปเป็นการประยุกต์ใช้ทักษะทั้งทางด้านร่างกาย การรับรู้ และประสาทสัมผัส ซึ่งถ้าพูดในเชิงสุขภาพแล้ว "โขนเป็นกิจกรรมทางกายที่มีประโยชน์มาก"จะเห็นได้จากผู้ที่ทำการแสดงโขนนั้น ต้องใช้ร่างกายผ่านท่าทางของตัวละครต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง มีการวัดผลในเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงสถิติ มีผลจากการ "วัดค่ากายและค่าสมอง" ด้วย

ทั้งนี้ เรื่อง "การวัดผล" เพื่อหาค่าทางกายและสมองนั้น อ.เจษฎาระบุว่า...ตัวละครโขนที่ร่ายรำนั้น แต่ละตัวละคร แต่ละท่วงท่ามีการเคลื่อนไหวร่างกายแตกต่างกัน เช่น "ตัวลิง" เป็นตัวละครที่มีท่าทางการเคลื่อนไหวมาก โดยเฉพาะบริเวณขา โดยมี ค่าการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือค่า PA สูงกว่าตัวละครอื่น และมี ค่าทางสมอง หรือ Brain Activity สูงมากเช่นกันส่วนตัวละครอื่น ๆ อย่าง "ตัวพระ" แม้จะมีการเคลื่อนไหวไม่ค่อยมาก ทำให้ค่า PA ออกมาน้อยกว่าตัวลิงนิดหน่อย แต่ในส่วนค่าทางสมองที่วัดค่าได้จะมีค่าที่สูงกว่าตัวลิง เนื่องจากมีการใช้ท่าทางที่ซับซ้อน และก็ใช้ร่างกาย กล้ามเนื้อ หลายส่วน ขณะที่ "ตัวนาง" และ "ตัวยักษ์" ค่าการเคลื่อนไหวร่างกายหรือค่า PA กับค่าทางสมองนั้น ค่าที่วัดได้จะอยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ ทั้งนี้และทั้งนั้น "โขน" นอกจากเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพกายแล้ว ยังช่วยให้สมองส่วนต่าง ๆ ทำงานได้ดียิ่งขึ้นด้วย

"ทุกตัวละคร ถ้ามีการเคลื่อนไหว 1 ครั้งจะทำให้สมองมีการประสานงานในหลายส่วน หลัก ๆ ก็จะเป็นสมองที่ควบคุมส่วนเคลื่อนไหว ตามมาด้วยสมองที่ควบคุมในเรื่องของการฟัง เพราะการแสดงโขนต้องฟังและจับจังหวะด้วย สุดท้ายคือสมองที่ควบคุมการทรงตัว ดังนั้น จึงพูดได้ว่า โขนดีต่อกายแล้ว ยังดีต่อการพัฒนาระบบสมองด้วย"

เหล่านี้เป็นอีกหนึ่งกรณี "มหัศจรรย์แห่งโขน" การแสดงรูปแบบนี้ทั้งเป็น "นาฏศิลป์ชั้นสูง" และยังสามารถ "ช่วยให้สุขภาพดี" ได้ด้วย

 

ศิลปะการทำหัวโขน

 

ประวัติความเป็นมา
           การสร้างหัวโขนของไทยมีมาแต่โบราณ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นพบหลักฐานศีรษะพระครูในคลังศิลปสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ และศีรษะทศกัณฐ์ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 2 แต่การสร้างหัวโขนมาเจริญถึงขีดสูงสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งถือเป็นยุคทองของวงวรรณกรรมและนาฏศิลป์ไทย
           หัวโขนนับเป็นงานศิลปะขั้นสูงที่รวมเอาผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในเชิงช่างหลายสาขาเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ ช่างหุ่น ช่างปั้น ช่างแกะสลัก ช่างกลึง ช่างรัก และช่างเขียน แต่ในทางปฏิบัติกว่าจะได้มาซึ่งหัวโขนที่ถูกต้องและสวยงามนั้นต้องอาศัยเทคนิคและองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย
           ปัจจุบันหัวโขนมิได้เป็นเพียงส่วนประกอบสำคัญในการแสดงโขนเท่านั้น หากแต่หัวโขนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทยไปแล้ว ดังจะเห็นได้จากหัวโขนได้ถูกย่อส่วนลงเพื่อจัดแสดง ประดับประดาในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ตามโรงแรม ห้องนิทรรศการ ห้องแสดงสินค้าหัตถกรรมไทย เป็นต้น เป็นการเสริมสร้างบรรยากาศให้มีเสน่ห์อย่างล้ำลึก และมีเอกลักษณ์อันโดดเด่น นอกจากนี้หัวโขนยังได้กลายเป็นของสะสมสำหรับผู้มีรสนิยมทางศิลปะอันละเมียดละไมอีกด้วย

 

กระบวนการขั้นตอนการผลิต
           การทำหัวโขนนับได้ว่าเป็นศิลปะที่ต้องใช้ฝีมือการทำจากศิลปะหลายแขนงมารวมเป็นจุดเดียวกัน สิ่งแรกที่ควรระลึกถึงนั่นคือความตั้งใจจริงในการทำงานเมื่อตั้งใจแล้วจะต้องศึกษาหาประสบการณ์จากด้านต่าง ๆ อันจะเป็นส่วนประกอบในการสร้างผลงานให้ได้ส่วนสัดและแบบแผนที่ถูกต้องสมบูรณ์ การทำหัวโขนมีขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

          1) การปั้นหุ่น
           หุ่นในที่นี้ หมายถึง รูปแบบ หรือลักษณะของหัวโขน ได้แก่ หุ่นพระ-นาง หุ่นยักษ์โล้น หุ่นยักษ์ยอด หุ่นลิงโล้น หุ่นลิงยอด และหุ่นพิเศษ


           ในการปั้นหุ่นขั้นแรกจะต้องเตรียมดินก่อน เพราะการปั้นดินง่ายกว่าการทำหุ่นปูนปลาสเตอร์ ดินที่ใช้ปั้นเป็นดินเหนียวต้องนวดดินเหนียวให้ได้ที่แล้วนำมาวางบนแป้นกระดาน ปั้นเป็นรูปหุ่นแบบต่าง ๆ ตามต้องการ ทั้งนี้ต้องเข้าใจลวดลายและลักษณะหน้าตาของหัวโขนที่ทำเพื่อสร้างหุ่นให้ได้แบบเป็นกลางและสามารถนำไปประยุกต์เป็นแบบต่าง ๆ ได้ในโอกาสต่อไป เมื่อปั้นดินเป็นหุ่นเรียบร้อยแล้วจึงกลับหุ่นดินเป็นหุ่นปูนปลาสเตอร์เพื่อจะได้เป็นหุ่นที่ถาวร การกลับหุ่นนี้อาศัยหลักการทำหุ่นปูนปลาสเตอร์นั่นเอง
          2) การพอกหุ่น และผ่าหุ่น
           เมื่อปั้นหุ่นได้เรียบร้อยตามความต้องการแล้ว เอาแป้งเปียกละเลงบนกระดาษสา (แต่เดิมนั้นใช้กระดาษข่อยแต่ในปัจจุบันไม่สามารถหากระดาษข่อยได้แล้วจึงใช้กระดาษสาแทน) ซึ่งฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปิดลงให้รอบหุ่น การปิดกระดาษจะกำหนดกี่ชั้นก็ได้ให้หนาพอสมควรที่หุ่นจะทรงตัวอยู่ได้ โดยจะต้องปิดกระดาษเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นเท่า ๆ กัน เมื่อเรียบร้อยแล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้งซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 วัน เมื่อหุ่นแห้งแล้วนำมากวด หรือรีดเพื่อให้เรียบ แล้วใช้มีดผ่าด้านหลังของหุ่นทั้งนี้เพื่อให้หุ่นออกมาในรูปที่เรียบร้อย เมื่อเอากระดาษออกมาจากหุ่นแล้วใช้ลวดขนาดเล็กเย็บส่วนที่ผ่าเป็นระยะ ปิดกระดาษทับรอยลวดซึ่งเกิดจากการเย็บให้เรียบร้อยทั้งด้านในและด้านนอก ถึงขั้นนี้จะได้หุ่นกระดาษซึ่งเรียกกันว่า กะโหลก ใช้มีดคม ๆ เฉือน ตกแต่งกะโหลกให้เรียบร้อย ปิดกระดาษทับอีกครั้งหนึ่งจะได้หุ่นกระดาษที่สมบูรณ์พร้อมที่จะปั้นหน้าต่าง ๆ ได้
          3) การแต่งหน้าหุ่น ติดลวดลาย และทำเครื่องประกอบ
           หุ่นกระดาษที่ได้ออกมาแล้วจำเป็นจะต้องตกแต่งให้สัดส่วนต่าง ๆ บนใบหน้านูนเด่นขึ้น โดยใช้รักปั้นทับตามรูปหน้า คิ้ว ตา ริมฝีปาก จมูก ไพรปาก แล้วปิดกระดาษสาทับ ส่วนใดที่ไม่เรียบใช้มีดตกแต่งและขัดด้วยกระดาษทรายให้เรียบร้อย จะได้หุ่นที่คมชัดเพื่อทำการติดลวดลาย ลวดลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้หน้าโขนนั้น ๆ มองดูมีชีวิตชีวา การติดลวดลายเริ่มจากการใช้รักกระแหนะลายออกจากพิมพ์หินสบู่ที่แกะไว้จนได้เป็นลายเส้นและลายกระจัง นำลายรักมาติดบนกะโหลกให้ครบ ซึ่งต้องใช้รักเทือก (ยางรักผสมกับน้ำมันยาง ก่อนใช้จะต้องนำมาให้ความร้อนเพื่อทำให้รักเทือกอ่อนตัว)

 


อื่นๆ
ข่าวล่าสุด (17 กุมภาพันธ์ 2020)